น้ำหนักและความเมื่อยล้า ใส่ทั้งวันรู้สึกยังไง
น้ำหนักหมวกกันน็อกดูเป็นตัวเลขเล็กน้อย แต่คอและไหล่รับรู้ส่วนต่างนั้นชัดมากหลังขี่เกินชั่วโมง
หมวกวิบากเบากว่า full face จริงไหม
หมวกวิบากส่วนใหญ่ในระดับราคา 1,000-2,000 บาท เบากว่า full face ระดับเดียวกันจริง เหตุผลหลักคือไม่มีชิลด์กระจกและไม่มี chin bar หนาหนัก โครงหมวกเลยออกแบบได้บางกว่า บางรุ่นน้ำหนักต่างกันอยู่ที่ 100-200 กรัม ซึ่งฟังดูน้อย แต่ลองจินตนาการว่าถือน้ำหนักนั้นไว้ที่คอตลอด 2 ชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม หมวกวิบากบางรุ่นที่ใช้วัสดุโครงแข็งแรงสำหรับออฟโรดจริงๆ กลับหนักกว่า full face ราคาเท่ากันด้วยซ้ำ เพราะวัสดุป้องกันแรงกระแทกด้านบนและด้านข้างหนากว่า ดังนั้นการดูแค่ทรงหมวกไม่พอ ต้องดูน้ำหนักจริงเป็นตัวเลขก่อนตัดสินใจ
peak ด้านหน้าสร้างแรงบิดที่คอตอนขับเร็ว
นี่คือต้นทุนที่คนมักมองข้ามตอนซื้อ peak หรือกระบังหน้าของหมวกวิบากถูกออกแบบมาให้กันดินและกิ่งไม้ตอนขับออฟโรด ไม่ใช่ตัดลมตอนขับทางด่วน พอความเร็วขึ้นไปถึง 80 กม./ชม. ขึ้นไป peak รับแรงลมเต็มๆ และสร้างแรงที่ดึงหัวขึ้น คอต้องออกแรงต้านตลอดเวลาเพื่อไม่ให้หัวแกว่ง
ผลที่ตามมาคือเมื่อยคอเร็วกว่าหมวก full face มาก full face ทรงกลมผ่าลมได้ดีกว่า แรงที่คอรับเป็นแรงดันตรงๆ ไม่ใช่แรงบิดที่ดึงขึ้น สำหรับคนที่ขับในเมืองช้าๆ ไม่เกิน 60 กม./ชม. ตลอดเส้นทาง ปัญหานี้แทบไม่รู้สึก แต่ถ้าขึ้นทางด่วนสัก 20 นาที คอจะบอกเองว่าต่างกันแค่ไหน
แรงต้านลมและเสียง ต่างกันแค่ไหนบนทางด่วน
ทางด่วนคือสนามทดสอบที่โหดที่สุดสำหรับหมวกวิบาก เพราะทรงนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับความเร็วสูงต่อเนื่อง
peak รับลมเต็มๆ ที่ความเร็วเกิน 80 กม./ชม.
แรงต้านลมไม่ได้เพิ่มแบบเส้นตรงตามความเร็ว มันเพิ่มแบบยกกำลัง พอจาก 60 ไป 80 กม./ชม. แรงที่ peak รับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หัวเริ่มสั่นเล็กน้อยตอนมีลมปะทะด้านข้าง และถ้าขับตามหลังรถใหญ่แล้วออกมาโดนลมด้านข้างกะทันหัน หัวจะถูกดึงแรงพอรู้สึกได้
full face ทรงกลมมีพื้นที่รับลมน้อยกว่าและผ่าลมได้เป็นเส้นตรง ต่างจากหมวกวิบากที่มี peak ยื่นออกมาเป็นระนาบรับลม สำหรับคนที่ขับทางด่วนทุกวัน ความแตกต่างนี้แปลงเป็นพลังงานที่ต้องใช้พยุงหัวตลอดเส้นทาง ซึ่งสะสมเป็นความล้าโดยไม่รู้ตัว
หมวก full face RAIDEN BLADE ที่บทความแนะนำให้เลือกเมื่อขี่ทางด่วนบ่อย — ป้องกันแรงต้านลมและเสียงที่เพิ่มขึ้นในความเร็วสูง
ดูสินค้าเสียงลมดังกว่า ล้าเร็วกว่าโดยไม่รู้ตัว
หมวกวิบากส่วนใหญ่ไม่มีซีลยางรอบขอบหมวกแน่นเท่า full face เสียงลมรั่วเข้ามาได้ทั้งจากช่องระบายอากาศที่ใหญ่กว่าและช่องว่างรอบใบหน้าที่ไม่มีชิลด์ปิด ตอนขับในเมืองช้าๆ ไม่รู้สึก แต่พอขึ้นทางด่วนเสียงลมดังต่อเนื่องเหมือนมีพัดลมเปิดอยู่ข้างหู
ปัญหาของเสียงลมคือมันทำให้สมองล้าโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่ความเจ็บปวดแบบทันที แต่หลังขับ 1-2 ชั่วโมงบนทางด่วนจะรู้สึกเหนื่อยมากกว่าปกติ คนที่ใส่หมวกวิบากขึ้นทางด่วนบ่อยๆ มักแก้ด้วยที่อุดหู แต่นั่นก็คือต้นทุนเพิ่มและขั้นตอนเพิ่มทุกครั้งที่ออกจากบ้าน
หมวก full face RD CZR-BT มาตรฐาน มอก. และ ECE — ป้องกันแรงต้านลมและเสียงที่เพิ่มขึ้นบนทางด่วน
ดูสินค้าอ่านคู่กัน: หมวกกันน็อก เต็มใบ ยกคาง ต่างกัน
ทัศนวิสัยและการป้องกัน จุดที่หมวกวิบากได้เปรียบและเสียเปรียบ
ทัศนวิสัยของหมวกวิบากในเมืองมีทั้งข้อดีที่คนมักมองข้าม และข้อเสียที่รู้สึกได้ทันทีตอนฝนตก
มุมมองด้านข้างกว้างกว่า แต่ไม่มีกระจกกันลม
ข้อได้เปรียบจริงของหมวกวิบากในเมืองคือมุมมองด้านข้างและด้านล่างที่กว้างกว่า full face ไม่มีกรอบชิลด์บังสายตา มองเห็นรถที่ปาดมาจากข้างได้เร็วกว่า และตอนขับในซอยแคบหรือจราจรช้าๆ ความรู้สึก open ของการมองเห็นรอบทิศทางนี้มีประโยชน์จริง
แต่พอฝนตกหรือมีแมลงบินใส่หน้า ข้อดีนั้นกลายเป็นปัญหาทันที สิ่งที่ต้องมีเพิ่มถ้าเลือกหมวกวิบากขับในเมือง:
- Goggles สำหรับกันลมและฝน — ราคาตั้งแต่ไม่กี่ร้อยถึงพันกว่าบาท
- แว่นตากันแดด สำหรับวันที่แดดจ้า
- ผ้าบัฟหรือหน้ากาก สำหรับกันฝุ่นและลมเย็น
ต้นทุนรวมของอุปกรณ์เสริมเหล่านี้บวกกับราคาหมวก อาจใกล้เคียงกับ full face รุ่นที่มีทุกอย่างอยู่ในตัวแล้ว
การป้องกันใบหน้าและคาง ช่องโหว่ที่ต้องรู้
หมวกวิบากแบบดั้งเดิมไม่มีชิลด์ปิดหน้าและไม่มี chin bar ปกป้องคาง ในสถิติอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ คางและใบหน้าเป็นจุดที่ได้รับแรงกระแทกบ่อยในการล้มไปข้างหน้า full face ที่มี chin bar แข็งแรงให้การป้องกันส่วนนี้ได้ดีกว่าชัดเจน
หมวก motard หรือ dual sport บางรุ่นแก้ปัญหานี้ด้วยการติดชิลด์มาด้วย ได้มุมมองกว้างแบบวิบากแต่ปิดหน้าได้เมื่อต้องการ นี่คือทางออกที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับคนที่อยากได้ทั้งสองอย่าง แต่ราคามักสูงกว่าหมวกวิบากธรรมดาพอสมควร
หมวก AXK 2In1 หน้ากากเปิด แว่นตาป้องกันสองชั้น — ตัวเลือกกลางระหว่างวิบากกับ full face สำหรับผู้ที่ยังลังเล
ดูสินค้าใครควรเลือกหมวกวิบาก และใครควรเลือก full face
ไม่มีหมวกไหนดีที่สุดในทุกสถานการณ์ คำถามคือสไตล์การขี่ของคุณตรงกับจุดแข็งของทรงไหนมากกว่ากัน
หมวกวิบากเหมาะถ้าคุณขี่แบบนี้
หมวกวิบากและ motard ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าจริงสำหรับคนที่ขี่ในสภาพเหล่านี้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับราคาที่ใกล้กัน:
- ขี่ในซอย ตรอก หรือถนนเส้นเล็กเป็นหลัก ความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. ส่วนใหญ่
- ต้องการมุมมองกว้างสำหรับจราจรหนาแน่นที่รถปาดบ่อย
- ขี่ทั้งในเมืองและออกนอกเมืองบ้างเป็นครั้งคราว
- ไม่ได้ขึ้นทางด่วนเป็นประจำ หรือขึ้นทางด่วนระยะสั้นมากๆ
สำหรับกลุ่มนี้ หมวกวิบากที่มีชิลด์ติดมาด้วย (motard) คุ้มกว่าหมวกวิบากธรรมดาที่ต้องซื้อ goggles เพิ่ม เพราะได้ความยืดหยุ่นในราคาใกล้เคียงกัน
full face คุ้มกว่าถ้าคุณขี่แบบนี้
ถ้าเส้นทางประจำของคุณมีทางด่วนอยู่ด้วย full face คือตัวเลือกที่จ่ายครั้งเดียวแล้วไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่ม ไม่ต้องพก goggles ไม่ต้องกังวลเรื่องฝนกะทันหัน และไม่เหนื่อยสะสมจากเสียงลมและแรงต้านที่ peak สร้าง กลุ่มที่ full face คุ้มกว่าชัดเจน:
- ขึ้นทางด่วนทุกวันหรือบ่อยกว่า 3 วัน/สัปดาห์
- ขับระยะไกลเกิน 30 กม. ต่อเที่ยวเป็นประจำ
- ขี่ในสภาพอากาศแปรปรวน ฝนตกบ่อย หรือฝุ่นเยอะ
- ต้องการการป้องกันเต็มรูปแบบโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์เสริม
full face ในงบ 1,500-2,000 บาท ตอนนี้มีแว่น 2 ชั้น น้ำหนักเบา และบางรุ่นผ่านมาตรฐาน มอก. ด้วย ถ้าคิดเป็นต้นทุนต่อปีเทียบกับหมวกวิบาก + goggles + ที่อุดหู ตัวเลขออกมาไม่ต่างกันมาก แต่ความสะดวกต่างกันทุกวัน
หมวก full face SOMAN 968 น้ำหนักเบา มีแว่น 2 ชั้น — ลดความเมื่อยล้าจากการใส่ทั้งวันบนทางด่วน
ดูสินค้า