ท่อแต่งเพิ่มแรงม้าได้จริง แต่มีเงื่อนไข
ท่อไอเสียส่งผลต่อสมรรถนะได้จริง แต่ขึ้นอยู่กับว่าเปลี่ยนแค่ไหน และรถพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงนั้นหรือเปล่า
slip-on กับ full system ให้ผลต่างกันแค่ไหน
slip-on คือการเปลี่ยนแค่ปลายท่อ ตั้งแต่กลางถึงปลาย ส่วนท่อหัวและ header เดิมยังอยู่ full system คือรื้อออกทั้งหมดตั้งแต่หัวไปท้าย รวมถึง header และ mid-pipe
ผลที่ได้ต่างกันชัดเจน slip-on ส่วนใหญ่ให้แรงม้าเพิ่มขึ้นน้อยมาก บางรุ่นแทบไม่ขยับเลย เพราะคอขวดที่แท้จริงมักอยู่ที่ header เดิมซึ่งไม่ได้เปลี่ยน full system ที่ออกแบบมาดีให้ผลต่างได้มากกว่า แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับว่า ECU ถูก remap ให้รองรับการไหลของไอเสียที่เปลี่ยนไปหรือเปล่า
สิ่งที่ slip-on ให้ได้ชัดกว่าคือน้ำหนักที่เบาลงและเสียงที่เปลี่ยนไป — ซึ่งสำหรับคนที่ซื้อเพื่อสองอย่างนั้น ก็ถือว่าคุ้ม แต่ถ้าซื้อเพื่อแรงม้า ต้องคิดใหม่
back pressure และ ECU คือตัวแปรที่คนมักมองข้าม
back pressure คือแรงดันย้อนกลับในท่อไอเสีย ฟังดูเหมือนสิ่งที่ต้องกำจัดทิ้ง แต่จริงๆ เครื่องยนต์สต็อกถูกออกแบบมาให้ทำงานกับ back pressure ระดับหนึ่ง การลดมันลงโดยไม่ปรับอะไรตามอาจทำให้ air-fuel ratio เสียสมดุล เครื่องดึงเชื้อเพลิงไม่ตรงจังหวะ กำลังอาจน้อยลงในรอบต่ำบางช่วง
ตรงนี้คือที่มาของค่า ECU remap ซึ่งหลายคนลืมนับรวมตั้งแต่แรก ค่า remap อยู่ที่ 1,500–4,000 บาท ขึ้นอยู่กับร้านและรุ่นรถ บางรุ่นต้องใช้ dyno test ร่วมด้วยเพื่อยืนยันผล ซึ่งบวกเพิ่มอีก ถ้าไม่นับต้นทุนส่วนนี้ตั้งแต่ต้น งบที่วางแผนไว้อาจบานออกเป็นเท่าตัว
รถสต็อกกับรถที่ tune มาแล้ว ได้ผลต่างกัน
รถที่ออกจากโรงงานมาตรงๆ โดยไม่มีการปรับแต่งอะไร การเปลี่ยนท่ออย่างเดียวให้แรงม้าเพิ่มขึ้นได้น้อยมาก เพราะ ECU ยังทำงานตามแผนที่เดิม ระบบเชื้อเพลิงยังจ่ายตามค่าที่โรงงานตั้งไว้
ต่างกับรถที่มีการ tune อื่นๆ มาก่อน เช่น เปลี่ยนไส้กรองอากาศ ปรับ carburetor หรือ remap ECU บางส่วนแล้ว การเพิ่มท่อที่ดีเข้าไปมีโอกาสให้ผลชัดกว่า เพราะระบบอื่นพร้อมรองรับการไหลของอากาศที่เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว
ถามตัวเองก่อนว่ารถตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน ถ้าเป็นสต็อกทั้งคัน แรงม้าที่ได้จากท่ออย่างเดียวอาจไม่คุ้มกับราคาที่จ่าย — และนั่นพาไปสู่เรื่องที่คนมักข้ามไปก่อน นั่นคือกฎหมาย
กฎหมายควบคุมเสียงท่อไอเสียไว้ที่เท่าไหร่
เรื่องกฎหมายคือส่วนที่คนซื้อท่อแต่งมักข้ามไปก่อน แล้วค่อยมารู้ทีหลังตอนโดนจับหรือรถไม่ผ่านตรวจ
เกณฑ์เสียงที่กฎหมายไทยกำหนด
กรมการขนส่งทางบกกำหนดระดับเสียงท่อไอเสียมอเตอร์ไซค์ไว้ที่ ไม่เกิน 95 เดซิเบล วัดที่รอบเครื่องยนต์ที่กำหนด ระยะห่าง 50 เซนติเมตร จากปลายท่อ ท่อแต่งที่ขายในตลาดทั่วไปหลายรุ่นเกินเกณฑ์นี้ชัดเจน โดยเฉพาะรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อเสียงดังเป็นหลัก
สิ่งที่ต้องเช็กก่อนซื้อ:
- ท่อมีค่าเสียงระบุชัดเจนหรือไม่ (กี่เดซิเบล)
- ผู้ขายสามารถอ้างอิงใบรับรองมาตรฐานเสียงได้หรือเปล่า
- ท่อนั้นผ่านการทดสอบตามมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบกหรือไม่
ถ้าผู้ขายตอบไม่ได้แม้แต่ข้อแรก ความเสี่ยงที่จะเกินเกณฑ์สูงมาก
โดนจับได้อะไรบ้าง และตรวจสภาพผ่านไหม
ค่าปรับจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสำหรับท่อไอเสียเสียงดังเกินมาตรฐานอยู่ที่ ไม่เกิน 1,000 บาท แต่ตรงนี้ไม่ใช่ต้นทุนที่หนักที่สุด ปัญหาที่หนักกว่าคือตอนนำรถไปตรวจสภาพประจำปี รถที่ใส่ท่อแต่งเสียงเกินเกณฑ์ไม่ผ่านการตรวจ ต้องเปลี่ยนกลับก่อนถึงจะได้สติกเกอร์
นอกจากนี้ยังมีเรื่องประกันภัย บางกรมธรรม์มีเงื่อนไขว่าถ้าพบว่ารถถูกดัดแปลงผิดไปจากสเปกโรงงาน บริษัทประกันอาจปฏิเสธความรับผิดชอบในกรณีเกิดอุบัติเหตุ ต้นทุนตรงนี้ประเมินล่วงหน้าไม่ได้ แต่ถ้าเกิดขึ้นจริงสูงกว่าราคาท่อหลายเท่า
อ่านคู่กัน: บังโคลนมอเตอร์ไซค์ ตัด ผิดกฎหมาย
ท่อที่คุ้มค่าจริงหน้าตาเป็นยังไง
ถ้าจะซื้อท่อแต่งให้คุ้มเงิน ต้องรู้ว่าซื้อเพื่ออะไรก่อน แล้วเลือกให้ตรงจุดนั้น ไม่ใช่ซื้อตามเสียงที่ได้ยิน
ซื้อเพื่อเสียง vs ซื้อเพื่อสมรรถนะ ต้องการของคนละแบบ
คนที่ต้องการแค่เสียงดีขึ้นและน้ำหนักเบาลง slip-on ราคากลางๆ ที่เสียงไม่เกินเกณฑ์กฎหมายก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องลงทุน full system และไม่ต้อง remap ECU ต้นทุนรวมอยู่ที่ราคาท่อบวกค่าติดตั้ง จบ
คนที่ต้องการแรงม้าเพิ่มจริงๆ ต้องคิดต่างออกไป ท่อคือแค่ส่วนหนึ่งของสมการ ต้องบวกค่า remap ECU และถ้าจะทำให้ถูกต้องควรมี dyno test ยืนยันด้วย ถ้างบรวมไม่ถึง ผลที่ได้จะไม่ตรงกับที่คาดหวัง และนั่นคือต้นทุนที่จ่ายไปแล้วไม่คืน
จุดที่ต้องดูก่อนซื้อเพื่อไม่ให้เสียเงินฟรี
ก่อนกดสั่งหรือโอนเงินให้ร้าน เช็กสามจุดนี้ก่อน:
- ค่าเสียงระบุชัดหรือไม่ — ถ้าไม่มีตัวเลขเดซิเบลบนกล่องหรือในรายละเอียดสินค้า อย่าเสี่ยง
- รองรับรุ่นรถตรงหรือต้องดัดแปลง — ท่อที่ต้องดัดแปลงเพิ่มเพิ่มความเสี่ยงตรวจสภาพไม่ผ่านทันที
- ร้านมีบริการ tune หลังติดตั้งหรือไม่ — ถ้าต้องการแรงม้าจริง ร้านที่ทำได้ครบในที่เดียวคุ้มกว่าซื้อท่อถูกแล้วต้องหาร้าน tune เพิ่มทีหลัง
ถ้าท่อที่ซื้อมาเสียงเกินเกณฑ์ ทางออกที่ไม่ต้องเปลี่ยนท่อทั้งชุดคือใส่ตัวลดเสียงเพิ่ม
จุกลดเสียงที่ระบุค่าเสียงชัดเจน (ลดได้ ~20dB) — ตรงกับข้อแรกของบทความที่เตือนให้เช็กค่าเดซิเบลก่อนซื้อ
ดูสินค้าจุกลดเสียงขนาด 28 มม. ที่ระบุขนาดคอสวมชัดเจน (32-38 มม.) — ช่วยผู้อ่านเลือกตัวที่ตรงรุ่นรถจริง ลดความเสี่ยงตรวจสภาพไม่ผ่าน
ดูสินค้าจุกลดเสียงช่วยดึงระดับเสียงให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ได้โดยไม่ต้องรื้อท่อออก แต่ต้องเลือกขนาดให้ตรงกับคอท่อก่อน ไม่งั้นใส่ไม่แน่นและลดเสียงได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ของที่ซื้อพลาดกับของที่ใช่จริงๆ ต่างกันตรงไหน
หลายเคสที่เจอบ่อย คือซื้อท่อราคาสูงมาแล้วรู้สึกผิดหวัง เพราะไม่ได้วางแผนต้นทุนรวมตั้งแต่ต้น
ต้นทุนจริงของการแต่งท่อให้ได้ผลจริง
ลองนับต้นทุนรวมแบบที่คนมักลืมนับ ท่อ full system ราคากลางๆ เริ่มต้นที่ 3,000–8,000 บาท ขึ้นอยู่กับแบรนด์และรุ่นรถ บวกค่าติดตั้งอีก 500–1,500 บาท ถ้าต้องการแรงม้าจริงบวก remap ECU อีก 1,500–4,000 บาท และถ้าจะทำให้ถูกต้องควรมี dyno test อีก 500–1,500 บาท
รวมแล้วถ้าจะทำให้ได้ผลจริงต้องลงทุน 6,000–15,000 บาทขึ้นไป ต่างจากที่หลายคนคิดว่าซื้อท่อ 3,000 แล้วจบ ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพื่อขู่ แต่เพื่อให้ตัดสินใจได้ตรงกับงบที่มีจริงๆ
ท่อที่ใช่สำหรับคนที่ไม่อยากยุ่งยาก
สำหรับคนที่ต้องการท่อที่ผ่านกฎหมาย ไม่ต้อง tune เพิ่ม แต่ยังได้เสียงและน้ำหนักที่เปลี่ยนไปบ้าง ทางเลือกที่คุ้มกว่าคือเลือก slip-on ที่มีค่าเสียงระบุชัด แล้วถ้าเสียงยังดังเกินใจ ใช้ตัวลดเสียงเสริมแทนการรื้อท่อใหม่ทั้งชุด
จุกลดเสียงขนาด 28 มม. สำหรับคอ 32-38 มม. ราคาถูก (85 บาท) — ตัวอย่างของสินค้าคุ้มค่าที่ระบุขนาดชัดเจน ไม่ต้องดัดแปลง
ดูสินค้าใยบวบลดเสียงท่อไอเสีย (20x50 ซม.) วัสดุสแตนเลส 304 — ทางเลือกอื่นนอกจากจุกเพื่อลดเสียง โดยไม่ต้องเปลี่ยนท่อทั้งชุด
ดูสินค้าใยบวบสแตนเลส 304 เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ท่อแต่งเดิมเสียงดังเกินไปแล้ว แทนที่จะซื้อท่อใหม่ทั้งชุด การเปลี่ยนวัสดุดูดซับเสียงข้างในช่วยดึงระดับเสียงลงได้โดยไม่ต้องเสียค่าติดตั้งใหม่ทั้งหมด ต้นทุนต่างกันหลายเท่า และถ้าผลที่ได้คือผ่านตรวจสภาพได้ ก็คือเงินที่คุ้มกว่าชัดเจน
อ่านเพิ่มเติม: ต่อภาษีรถออนไลน์
