ตัวเลข 5w-30 กับ 5w-40 ต่างกันตรงไหน และทำไมถึงสำคัญ
น้ำมันเครื่องสองเบอร์นี้ดูเหมือนจะต่างกันนิดเดียว แต่ตัวเลขท้ายที่เปลี่ยนไปนั้นบอกพฤติกรรมของน้ำมันในเครื่องร้อนได้ชัดเจนมาก เข้าใจตรงนี้ก่อน แล้วจะตัดสินใจได้เองว่าเปลี่ยนได้หรือเปลี่ยนไม่ได้
อ่านค่า SAE ให้ออก ตัวเลขหน้า W กับหลัง W ไม่เหมือนกัน
เวลาเห็น 5W-30 หรือ 5W-40 ตัว W ย่อมาจาก Winter — ตัวเลขหน้า W คือค่าความหนืดตอนอากาศเย็น ยิ่งน้อยยิ่งไหลลื่นตอนสตาร์ทเครื่องเย็น ส่วนตัวเลขหลัง W คือค่าความหนืดตอนเครื่องร้อนเต็มที่
สองเบอร์นี้เลยเหมือนกันตรงที่ว่า ตอนเครื่องเย็นไหลเท่ากัน แต่พอเครื่องร้อนขึ้นมา 5W-40 จะหนืดกว่า 5W-30 อยู่ชัดเจน นั่นคือจุดที่ต่างกันจริงๆ ไม่ใช่ตัวเลขหน้า W
ความหนืดที่ต่างกันส่งผลยังไงกับการไหลของน้ำมันในเครื่อง
ลองนึกภาพเทน้ำผึ้งกับน้ำเปล่าผ่านรูเล็กๆ น้ำผึ้งไหลช้ากว่าเสมอ น้ำมันเครื่องก็เหมือนกัน ยิ่งหนืดยิ่งใช้เวลานานกว่าจะไหลไปถึงชิ้นส่วนที่ต้องการหล่อลื่น
ปัญหาคือช่วงที่เครื่องยนต์ต้องการน้ำมันมากที่สุดคือ ช่วงสตาร์ทเครื่อง ตอนนั้นน้ำมันยังเย็นอยู่ในอ่าง ชิ้นส่วนทุกอย่างกำลังขยับพร้อมกัน แต่น้ำมันยังไม่ได้ขึ้นไปถึง ถ้าน้ำมันหนืดกว่าที่ควรจะเป็น ช่วงที่ชิ้นส่วนเสียดสีกันโดยไม่มีฟิล์มน้ำมันคั่นก็จะนานขึ้นนิดหน่อย ทุกวัน ทุกเช้า สะสมไปเรื่อยๆ
ใช้ 5w-40 แทน 5w-30 ในรถเก่า เครื่องรู้สึกอะไรบ้าง
รถที่วิ่งมาหลายหมื่นกิโลไม่ได้มีเงื่อนไขเดียวกับรถใหม่ป้ายแดง ความหนืดที่เกินสเปกส่งผลต่างออกไปตามสภาพเครื่องที่สึกหรอแล้ว
ช่วงสตาร์ทเครื่องเย็น น้ำมันหนืดกว่าหมายถึงหล่อลื่นช้ากว่า
เช้าวันทำงาน จอดรถไว้ทั้งคืน อากาศเย็น น้ำมันเครื่องนอนอยู่ก้นอ่าง พอสตาร์ทเครื่องขึ้นมา ปั๊มน้ำมันเริ่มดูดน้ำมันขึ้นไปหล่อลื่นทุกชิ้นส่วน ถ้าน้ำมันหนืดกว่าที่ออกแบบไว้ มันไหลขึ้นไปได้ช้ากว่า ชิ้นส่วนที่เสียดสีกันในช่วงไม่กี่วินาทีแรกนั้นก็ได้รับการปกป้องน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ในรถเก่าที่ช่องว่างระหว่างชิ้นส่วนกว้างขึ้นตามการสึกหรอ ผลพวงของการสตาร์ทแบบนี้ทุกวันสะสมได้เร็วกว่ารถใหม่ เพราะพื้นที่ที่ต้องการน้ำมันปกคลุมมากขึ้น แต่น้ำมันขึ้นไปถึงช้าลง
ซีลยางและปะเก็น รับแรงดันน้ำมันที่สูงขึ้นได้แค่ไหน
น้ำมันที่หนืดกว่าสเปกทำให้ปั๊มน้ำมันต้องออกแรงมากขึ้นในการดันน้ำมันผ่านช่องทางต่างๆ ในเครื่อง แรงดันในระบบเลยสูงกว่าปกติ
ซีลยางและปะเก็นในรถเก่าที่ผ่านความร้อนสลับเย็นมาหลายปีจะแข็งและเปราะกว่าของรถใหม่ พอรับแรงดันส่วนเกินเข้าไป จุดที่เริ่มซึมก็จะซึมเร็วขึ้น ไม่ใช่เพราะซีลเสื่อมอย่างเดียว แต่เพราะมันถูกดันด้วยแรงดันที่มากกว่าที่ออกแบบไว้ด้วย
LIQUI MOLY MOLYGEN 5W30 ตรงเกรด SAE ที่บทความแนะนำให้ยึดตาม — เหมาะสำหรับเบนซิน และช่วยปกป้องเครื่องยนต์จากการสึกหรอในช่วงสตาร์ท
ดูสินค้ากินน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น เพราะเครื่องต้องออกแรงมากกว่าเดิม
ความหนืดที่สูงกว่าสเปกสร้างแรงต้านทานในการหมุนของเครื่องยนต์ ลูกสูบ แกนข้อเหวี่ยง ทุกชิ้นส่วนที่หมุนหรือเลื่อนในน้ำมันที่หนืดกว่าต้องใช้พลังงานมากกว่าเดิม
ผลที่เห็นได้ในระยะยาวคือ น้ำมันเชื้อเพลิงหมดเร็วกว่าเดิมเล็กน้อย ไม่ได้ฮวบฮาบทันที แต่ถ้าสังเกตค่าใช้จ่ายต่อเดือนจะเริ่มเห็นความต่าง โดยเฉพาะถ้าขับระยะทางเยอะทุกวัน
อ่านต่อ: เบอร์น้ำมันเครื่อง 0W-20 5W-30
กรณีที่ 5w-40 พอรับได้ กับกรณีที่ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด
ไม่ใช่ทุกรถที่ใช้ 5w-40 แล้วจะพังทันที แต่มีเงื่อนไขชัดเจนว่าเมื่อไหรที่รับได้และเมื่อไหรที่ไม่ควรเสี่ยง
รถที่รับ 5w-40 ได้โดยไม่มีปัญหา
บางรุ่นผู้ผลิตเปิดช่วงให้เลือกได้ตามสภาพการใช้งาน ถ้าคู่มือรถระบุว่าใช้ได้ทั้งสองเบอร์ นั่นหมายความว่าเครื่องยนต์รุ่นนั้นออกแบบมารองรับความหนืดในช่วงนั้นอยู่แล้ว
รถที่มักรับ 5W-40 ได้โดยไม่มีปัญหา:
- รถที่คู่มือระบุ approved grade ครอบคลุมทั้ง 5W-30 และ 5W-40
- รถที่ใช้งานในสภาพอากาศร้อนจัดต่อเนื่อง เช่น ขับในเมืองที่อุณหภูมิสูงตลอดปี
- รถดีเซลบางรุ่นที่ผู้ผลิตแนะนำ 5W-40 เป็นค่าเริ่มต้นอยู่แล้ว
- รถที่เพิ่งผ่านการโอเวอร์ฮอลและช่องว่างชิ้นส่วนกลับมาอยู่ในเกณฑ์ใหม่
แต่แม้จะอยู่ในกลุ่มนี้ ก็ยังต้องยึดคู่มือรถเป็นหลัก ไม่ใช่ยึดคำบอกของช่าง
ZIC X7 5W30 สังเคราะห์แท้ ตรงเกรด SAE 5W-30 ที่บทความเน้นให้ยึดตามสเปก — ดัชนีความหนืดสูงช่วยหล่อลื่นดีในรถเก่า
ดูสินค้ารถเก่าที่ควรยึดตาม 5w-30 ตามคู่มือ
รถที่ผ่านการใช้งานมานานโดยไม่ได้โอเวอร์ฮอลมีเงื่อนไขที่ต่างออกไป ช่องว่างระหว่างชิ้นส่วนกว้างขึ้นตามธรรมชาติ ซีลยางแข็งกรอบตามอายุ ระบบน้ำมันเครื่องถูกออกแบบให้ทำงานกับความหนืดที่ระบุในคู่มือ
กลุ่มที่ควรยึด 5W-30 ตามสเปกเด็ดขาด:
- รถที่วิ่งมากกว่า 80,000-100,000 กม. และไม่เคยโอเวอร์ฮอล
- รถที่มีประวัติน้ำมันรั่วซึมจากซีลยางหรือปะเก็น
- รถที่คู่มือระบุเพียงค่าเดียวคือ 5W-30 โดยไม่มีช่วงเลือก
- รถที่เครื่องเริ่มมีเสียงดังผิดปกติตอนสตาร์ทเย็น
ถ้าอู่ไม่มี 5W-30 วันนั้น ขอเลื่อนนัดดีกว่าเสี่ยง — เพราะน้ำมันผิดเบอร์ไม่ได้ทำพังทันที แต่ผลสะสมในรถเก่าชัดกว่ารถใหม่มาก
CASTROL 5W30 MAGNATEC สังเคราะห์แท้ — ตรงเกรด SAE 5W-30 ที่บทความแนะนำให้ยึดตาม สำหรับดีเซล ช่วยลดการสึกหรอในช่วงสตาร์ท
ดูสินค้าวิธีเช็กว่ารถคุณควรใช้เบอร์ไหน ก่อนจะเปลี่ยนครั้งหน้า
วิธีที่ถูกที่สุดและแม่นที่สุดไม่ใช่การถามช่าง แต่คือการเปิดคู่มือรถ — แล้วรู้ว่าต้องดูอะไรในนั้น
เปิดคู่มือรถหน้าที่ถูกต้อง และอ่านค่าที่ผู้ผลิตระบุ
คู่มือรถทุกเล่มจะมีหน้าที่ระบุสเปกน้ำมันเครื่อง บางเล่มเรียกว่า Recommended Lubricants บางเล่มอยู่ในหัวข้อ Maintenance หรือ Engine Oil Specification ค้นหาตรงนั้นแล้วดูว่าผู้ผลิตระบุ SAE grade ไว้เบอร์ไหน
ถ้าเขียนว่า 5W-30 เพียงค่าเดียว ให้ยึดตามนั้น ถ้าเขียนว่า "5W-30 หรือ 5W-40 ขึ้นกับอุณหภูมิแวดล้อม" แปลว่าผู้ผลิตเปิดช่วงให้เลือกได้ตามสภาพการใช้งาน ซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิงกับการเดาเอาเองว่าน่าจะใช้แทนกันได้
CALTEX Havoline ProDS ECO 5 เบอร์ 5W-30 สังเคราะห์แท้ — ผ่านเกณฑ์เกรด API SQ ใหม่ เหมาะสำหรับรถเบนซินตามสเปกที่บทความแนะนำ
ดูสินค้าสัญญาณที่บอกว่าน้ำมันที่ใช้อยู่อาจไม่ใช่เบอร์ที่ใช่
รถบอกเราได้ ถ้ารู้ว่าต้องฟังตรงไหน สัญญาณที่สังเกตได้จากการขับทุกวัน:
- เครื่องร้อนเร็วผิดปกติ โดยที่ระบบหล่อเย็นไม่ได้มีปัญหา
- กินน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น โดยไม่มีสาเหตุอื่นอธิบายได้ เช่น ยางลมต่ำหรือแบกของหนัก
- ได้ยินเสียงเครื่องดังขึ้นเล็กน้อยในช่วง 10-15 วินาทีแรกหลังสตาร์ทเย็น แล้วเงียบลง
- น้ำมันเครื่องหมดเร็วกว่าปกติระหว่างรอบเปลี่ยนถ่าย
ถ้าเจอสัญญาณเหล่านี้หลังจากเปลี่ยนน้ำมันมาสักพัก ให้กลับไปเทียบกับเบอร์ที่คู่มือระบุก่อนเป็นอันดับแรก เพราะหลายครั้งปัญหาจบที่ "เปลี่ยนกลับมาใช้เบอร์ที่ถูก" ไม่ต้องซ่อมอะไรเพิ่ม
ENEOS TOP RACING SP 5W-30 กึ่งสังเคราะห์ — เบอร์ 5W-30 ตรงตามสเปก API SP เกรดใหม่ เหมาะสำหรับเบนซิน ราคาเข้าถึงได้สำหรับผู้อ่านทั่วไป
ดูสินค้า